คณะผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐและกลุ่มตาลีบัน พบหารือกันที่กรุงโดฮา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเป็นการหารือแบบพบหน้ากันตัวต่อตัวเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันยึดครองกรุงคาบูล เมื่อกลางเดือนที่แล้ว

แถลงการณ์ของรัฐบาลวอชิงตันไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการหารือมากนัก โดยระบุเพียงว่า มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความมั่นคง การสกัดการก่อการร้าย และการเปิดเส้นทางปลอดภัยให้กับชาวอเมริกัน และพลเมืองอีกหลายชาติ ที่ยังคงตกค้างอยู่ในอัฟกานิสถาน ตลอดจนการหารือในประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเด็กหญิงและผู้หญิง

ขณะเดียวกัน เนื้อหาในแถลงการณ์ของสหรัฐระบุว่า การยกระดับและขยายขอบเขตความช่วยเหลือให้แก่อัฟกานิสถาน ซึ่งตอนนี้ต้องผ่านรัฐบาลภายใต้การบริหารของกลุ่มตาลีบัน จะมีการประเมินจาก “การกระทำ” ของกลุ่มตาลีบัน “ไม่ใช่เพียงคำพูด” อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของกลุ่มตาลีบันเน้นว่า รัฐบาลวอชิงตันตกลงมอบคามช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่อัฟกานิสถาน ที่รวมถึงการบริจาควัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 “จำนวนหนึ่ง” แม้ยังคงไม่ให้การยอมรับรัฐบาลตาลีบันก็ตาม

ก่อนหน้าการพบหารือที่กรุงโดฮา นายอาเมียร์ ข่าน มุตตาคี รักษาการ รมว.การต่างประเทศอัฟกานิสถาน เรียกร้องรัฐบาลวอชิงตันยุติการอายัดทรัพย์สินมูลค่า 9,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 320,910 ล้านบาท ) ของธนาคารกลางอัฟกานิสถาน ซึ่งฝากไว้ในสหรัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ต่อไป