หากนโยบายลดปริมาณนิโคตินในบุหรี่สำเร็จได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ มาตรฐานใหม่ของสหรัฐอาจช่วยชีวิตประชาชนหลายสิบล้านคนภายในปลายศตววรษนี้ และปรับเปลี่ยนอนาคตที่บุหรี่ไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อการเสพติดและโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ อีกต่อไป

“นิโคตินเป็นสารเสพติดที่รุนแรง” นายโรเบิร์ต คาลิฟ กรรมาธิการของคณะกรรมการอาหารและยา (เอฟดีเอ)  กล่าวในแถลงการณ์ “การทำให้บุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มีการเผาไหม้แบบอื่น ๆ มีผลเสพติดน้อยที่สุด หรือไม่เสพติดเลย จะช่วยชีวิตคนได้จำนวนมาก”

ขณะที่นายแฮโรลด์ วิมเมอร์ ประธานกรรมการบริหารของสมาคมโรคปอดแห่งสหรัฐอเมริกา (เอแอลเอ) รู้สึกยินดีกับการประกาศนโยบายลดปริมาณนิโคติน พร้อมกล่าวว่า การลดนิโคตินถึงระดับไม่เสพติด คือก้าวสำคัญต่อสาธารณสุข และทางองค์กรสนับสนุนให้เอฟดีเอขยายข้อเสนอดังกล่าว ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งหมด ซึ่งรวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าด้วย

ทั้งนี้ การเริ่มดำเนินการจำเป็นต้องให้เอฟดีเอเป็นฝ่ายพัฒนาและออกกฎระเบียบ ซึ่งคาดการณ์ว่ากระบวนการอาจใช้เวลาหลายปี และมีแนวโน้มที่อุตสาหกรรมยาสูบจะแสดงท่าทีคัดค้าน อีกทั้งยังอาจล่าช้าหรือหยุดชะงักเพราะการฟ้องร้อง หรืออาจจะถูกตีกลับโดยรัฐบาลในอนาคตที่เข้าข้างอุตสาหกรรมยาสูบได้